อยากรวย
ทำอย่างไรให้รวยล้นฟ้า

โลกของนีโม โดย ดร.นิเวศ เหมวชิวรากร

Links
โลกของนีโม โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นานมาแล้ว ผมยังจำได้ว่า ในตลาดหุ้นไทยมีคนเปรียบเปรยคนที่เล่นหุ้นในตลาดว่าเหมือนฝูงปลาที่ว่ายไป ตามลำน้ำหาอาหารกิน โดยปลาตัวใหญ่เปรียบเหมือนนักลงทุนรายใหญ่ที่มักจะเป็นตัวนำ และนักเล่นหุ้นรายย่อยซึ่งเปรียบเสมือนปลาตัวน้อยที่มักจะว่ายตามคอยเก็บกิน เศษอาหารที่หลงเหลือมาจากปลาตัวใหญ่ ในยามที่อาหารเหลือเฟือหรือในช่วงที่ตลาดบูม ปลาทุกตัวต่างก็อิ่มหนำสำราญ แต่เมื่ออาหารหมดหรือหุ้นซบเซา ปลาตัวใหญ่ก็จะหันกลับมาจับปลาตัวน้อยกินเป็นอาหารแทน ข้อสรุปก็คือ ปลาตัวเล็กนั้น ถ้าโชคดีก็จะได้เศษอาหาร แต่ถ้าโชคร้ายก็กลายเป็นเหยื่อ

ข้อความข้างต้นนั้น เป็นคำบรรยายสำหรับคนเล่นหุ้นรายย่อยที่ชอบตามแห่ เล่นตามรายใหญ่ และเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้กันในสมัยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่รู้จักคำว่า Value Investment แต่ในปัจจุบัน เรามี Value Investor ซึ่งในความคิดของผมมักจะเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นปลาตัวเล็กสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ว่ายตามปลาตัวใหญ่ในการหาอาหารกิน แต่เป็นปลาตัวเล็กที่ชอบหาอาหารตามแหล่งที่อยู่ในซอกมุม ในเขตน้ำตื้นที่ปลาตัวใหญ่มักมองไม่เห็น หรือถึงจะเห็นก็ไม่สามารถว่ายเข้าไปหาอาหารกินได้ และถึงจะคิดว่ามีอาหารอันโอชะมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปริมาณอาหารที่มีนั้น น้อยเกินกว่าที่จะป้อนปลาตัวใหญ่ให้อิ่มได้

มาตรฐานของ Value Investor โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผม เป็น Value Investor มานาน และเมื่อมองย้อนหลังกลับไปก็พบว่าความคิดและมุมมองของตนเองเกี่ยวกับธุรกิจ และการใช้ชีวิตส่วนตัวโดยเฉพาะทางด้านการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก พูดให้ชัดเจนก็คือ มาตรฐานในการพิจารณาให้เกรดกิจการต่าง ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม การใช้เงินและบริโภคส่วนตัวเน้นคุณค่ามากขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ เรื่องที่หนีห่างจากมาตรฐานของสังคมออกไป

เหตุผล ที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลงนี้ผมคิดว่ามาจากการที่ได้เห็น ได้ศึกษา วิเคราะห์กิจการต่าง ๆ มากมาย และได้ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทจำนวนมากโดยอิงหลักการของ Value Investment ซึ่งในระหว่างกระบวนการเหล่านี้มันช่วยสอนให้รู้ว่าหุ้นและบริษัทแบบไหนเป็น ของดีซื้อแล้วได้กำไร แบบไหนลงทุนแล้วขาดทุน สอนให้รู้ว่าความเสี่ยงนั้นคืออะไร และสอนให้จิตใจมีความสุขุมมั่นคงในสังคมที่สับสนวุ่นวายและบ่อยครั้งไร้ เหตุผลของผู้คนในตลาดหลักทรัพย์

ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผม เคยลงทุนในกิจการบางอย่างโดยไม่ได้คิดอะไรอย่างรอบคอบ มองเห็นแต่อนาคตและผลตอบแทนที่สวยหรูจากกิจการที่อยู่ใน ? ธุรกิจแห่งอนาคต ? แต่ตัวบริษัทมีองค์ประกอบของความสำเร็จเพียงน้อยนิด โชคดีที่เป็นการลงทุนจำนวนน้อย บทเรียนที่ได้จึง ? ไม่แพงจนเกินไป ?

ผม เคยมีหน้าที่การงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดูผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน ของบริษัทต่าง ๆ มากมายเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ก่อนที่จะเป็น Value Investor นั้น ดูเหมือนว่าเกือบทุกบริษัทก็ดูดีใช้ได้ไปหมด ต่อมาเมื่อเป็น Value Investor ใหม่ ๆ บริษัทเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะมีจุดอ่อน หลาย ๆ บริษัทไม่ดีหรือไม่แข็งแรงพอที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตอนหลังเมื่อกลายเป็น Value Investor ที่มุ่งมั่นและผ่านประสบการณ์มามากขึ้น ผมก็แทบจะหาบริษัทที่ดูดีไม่ได้เลย

ก่อน ที่จะเป็น Value Investor ผม เห็นนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการบริหารงานโดยใช้วิธีการใต้โต๊ะเอาเปรียบคน อื่น รายงานตัวเลขที่ไม่เป็นจริง ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างสุ่มเสี่ยงโดยใช้เงินของคนอื่น ทุกสิ่งที่ทำนั้นลึกลับซับซ้อนเหมือนอยู่ในมุมมืดและผมก็ไม่รู้สึกอะไร ผมคิดว่านั่นคือ ? ธุรกิจ ? เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อเป็น Value Investor แล้ว ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะรับกับพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสได้ เพราะฉะนั้นผมจึงระมัดระวังมากที่จะลงทุนในบริษัทที่ผมไม่แน่ใจว่าบริษัทมี บรรษัทภิบาลที่ดีแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากในแง่ของตัวกิจการและราคา หุ้น

ผมมักจะตื่นเต้นเมื่อผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเสนอแผนการและ ประมาณการที่สดใสของบริษัทหลังจากที่กิจการเริ่มดีขึ้นมีกำไรอย่างก้าว กระโดดแม้ว่ากำไรจะยังน้อยนิด แต่เมื่อนำไปประกอบกับภาวะของอุตสาหกรรมที่สดใสแล้วดูเหมือนว่าหนทางข้าง หน้าของบริษัทจะปูด้วยกลีบกุหลาบ นั่นเป็นความคิดก่อนที่ผมจะเป็น Value Investor เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นกับบริษัทที่มีประวัติดีย้อนหลังเพียงแค่ ? ปีที่แล้ว ? แต่มี ? อนาคตที่สดใส ? ยาวมาก มาตรฐานของผมก็คือบริษัทจะต้องดีต่อเนื่องมานานและอนาคตก็จะดีเหมือนเดิมต่อ ไปอีกนาน อ่านต่อ >>